google0f37b3568360645e.html

ถั่งเช่าสีทอง กับถั่งเช่าธิเบต แตกต่างกันอย่างไร

ถ้าพูดถึงสมุนไพรที่มาแรงที่สุดในช่วงนี้ ถั่งเช่า ต้องเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่หลายๆ คนเคยได้ยินแน่ๆ แต่หลายคนก็คงมีคำถามว่า มีถั่งเช่ามีหลากหลายสายพันธุ์ เคยได้ยินทั้ง สายพันธุทิเบต สายพันธุ์สีทอง แล้วแต่ละพันธุ์ ที่มีมาอย่างไร มาจากไหน แตกต่างกันอย่างไร ลองไปอ่านบทความนี้กันครับ

 

ถั่งเช่า หรือมีชื่อสากลว่า Cordyceps ได้ชื่อว่าคือ ราชาแห่งสมุนไพรจีน มีต้นกำเนิดในภูมิประเทศแบบเทือกเขา และภูมิอากาศเย็นตลอดปี โดยบริเวณที่มีถั่งเช่าธรรมชาติ ที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่ง นั่นคือ เทือกเขาธิเบต โดยเกิดจากสปอร์ของถั่งเช่าเข้าไปเติบโตในหนอน เมื่อสปอร์เติบโตภายในตัวหนอนที่มีอุณหภูมิอบอุ่น จึงขยายตัวและทะลุร่างของหนอน จึงเป็นที่มาของคำว่าหญ้าหนอน ซึ่งเป็นอีกฉายาหนึ่งของ ถั่งเช่า ที่ชาวบ้านทั่วไปเรียกกัน ... โดยฤดูกาลเก็บเกี่ยว จะสามารถเก็บเกี่ยวได้เพียง 1 ครั้งต่อปี เรียกได้ว่า "หน้าหนาวเป็นหนอน หน้าร้อนเป็นหญ้า" นั่นเอง โดยถั่งเช่าที่สามารถหาพบได้ตามธรรมชาติซึ่งมักจะอยู่ตามเทือกเขา จะเรียกว่า ถั่งเช่าพันธุ์ซินเนนซิส (Cordyceps Sinensis)

 

 

ถั่งเช่า มีสรรพคุณบำรุงร่างกาย โดยสิ่งที่ทำให้ ถั่งเช่าคุณประโยชน์ดังกล่าว คือสารที่ชื่อว่า Cordycepin ที่มีเฉพาะในถั่งเช่าเท่านั้น ช่วยเพิ่มออกซิเจนในกระแสเลือด ... เส้นเลือดของร่างกาย คือสิ่งที่หล่อเลี้ยงการทำงานทั้งหมดของมนุษย์ เมื่อในกระแสเลือดมีออกซิเจนมากขึ้น การทำงานต่างๆ ภายในกระแสเลือดจึงมีสมรรถนะที่สูงขึ้น ดังนั้นสรรพคุณหลักจะเกี่ยวข้องกับกระแสเลือด เช่น

                1. ช่วยลดน้ำตาลในเลือด
                2. เพิ่มประสิทธิภาพและการทำงานของไต
                3. เพิ่มกำลัง บำรุงร่างกาย
                4. เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ
                5. เพิ่มเซลล์สมอง
                6. ช่วยเพิ่มจำนวนสเปิร์ม
                7. ช่วยเพิ่มเม็ดเลือดขาว ต่อต้านเซลล์มะเร็ง

ด้วยสรรพคุณดังกล่าว ทำให้ในอดีต ถั่งเช่าจะมีการบริโภคเฉพาะในกลุ่มขุนนางและจักรพรรดิจีนเท่านั้น เนื่องจากเป็นของดี หายาก ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 1-3 ล้านบาท/กิโลกรัม ขึ้นกับขนาดของถั่งเช่า ประชาชนทั่วไปจึงแทบจะไม่มีโอกาสได้ลิ้มลอง และรับรู้ถึงสรรพคุณของเห็ดถั่งเช่าได้เลย นักวิทยาศาสตร์จึงเกิดไอเดียว่า แล้วทำไม เราไม่ทำการปลูกเสียเองล่ะ

 

 

ในการทดลองนั้น เริ่มต้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เริ่มจากการจำลองสภาพอากาศภายในห้องทดลองให้อยู่ในสภาพที่เอื้อต่อการเติบโตของถั่งเช่า ทั้งการควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น ความบริสุทธ์ของอากาศ และแสงสว่าง จากนั้นนำสปอร์ต้นตระกูลของถั่งเช่า นำมาฉีดลงไปในตัวหนอน แล้วทำการเพาะเลี้ยง โดยจำลองให้เหมือน การเติบโตของถั่งเช่าให้ได้มากที่สุด จนกระทั่งสามารถทำได้สำเร็จ และนำมาสู่การเพาะปลูกถั่งเช่าในเชิงอุตสาหกรรม ทำให้จากเดิมที่มีราคานับล้านบาท/กิโลกรัม ก็มีราคาถูกลงมา เพราะถั่งเช่าไม่ได้มีจำนวนจำกัด หรือหายากอีกต่อไป จากที่มนุษย์สามารถเพาะปลูกเองได้แล้วนั่นเอง

 

 

การพัฒนายังดำเนินไปต่อ เนื่องจากการฉีดสปอร์ของถั่งเช่า เข้าไปในหนอนทีละตัว แม้จะทำให้ถั่งเช่าที่ออกมา หน้าตาแทบจะเหมือนกับถั่งเช่าตามธรรมชาติ แต่กระนั้นก็ไม่ใช่หนอนทุกตัวที่ได้รับสปอร์ถั่งเช่าไปแล้ว จะได้ผลลัพธ์อย่างที่ต้องการ อีกทั้งการฉีดสปอร์ทีละตัวๆ นั้น ยังนับเป็นวิธีที่มีต้นทุนสูงอยู่ จึงมีการคิดค้นวิธีการที่จะลดต้นทุนให้มากขึ้น เกิดเป็นวิธีที่สอง นั่นก็คือ การทำอาหารเชื้อที่ถั่งเช่าใช้ในการเจริญเติบโตลงในขวดโหล นำไปฆ่าเชื้อ และฉีดสปอร์ลงไปที่อาหารนั้น จากนั้นควบคุมตัวแปรต่างๆ ในห้องแลปแบบปิด เช่นเดียวกับวิธีการเพาะปลูกแบบฉีดเชื้อเข้าไปในหนอน

 

 

ผลปรากฎว่า สามารถเพิ่มผลผลิตได้เป็นอย่างดี และได้ค่าสารที่ดีกว่า เนื่องจาก การชั่งตวงวัดอาหารเชื้อที่เฉพาะเจาะจง แน่นอน ไม่ได้หวังพึ่งตัวหนอนที่อาจมีความแตกต่างกันตามธรรมชาติในแต่ละตัว ทั้งนี้ยังส่งผลให้ลดต้นทุนในการเพาะปลูกลงได้อีกเป็นอย่างมาก โดยให้ผลดีกับการเพาะปลูกด้วยถั่งเช่าสายพันธ์ุมิลิเทลิส (Militaris)

 

อย่างไรก็ตาม ถั่งเช่าที่เพาะปลูกด้วยการฉีดสารเข้าไปในหนอนแบบวิธีแรก จะมีค่าของสารสำคัญตลอดทั้งตัวใกล้เคียงกันทั้งหมด ในขณะที่ ถั่งเช่าที่เพาะปลูกด้วยการทำอาหารเชื้อ แบบวิธีที่สอง ค่าสารสำคัญจะสูงที่ตัวดอกถั่งเช่า แต่ในส่วนของเส้นใยหรือฐานที่เคยเป็นอาหารเชื้อมาก่อน และมีค่าสารสำคัญเข้มข้นน้อยกว่าตัวดอก 8-10 เท่า แต่หากตรวจสอบเฉพาะส่วนของดอกถั่งเช่าจากการปลูกด้วยขวดโหล เทียบกับ แบบฉีดเข้าไปในตัวหนอนแล้ว พบว่า สารสำคัญ Cordycepin จากวิธีปลูกด้วยขวดโหล ให้ค่าที่สูงกว่าอย่างมีนัยยะสำคัญ

 

 

 

นอกจากนี้สิ่งที่ผู้บริโภคต้องระมัดระวังในการเลือกซื้อดอกถั่งเช่า คือ ในท้องตลาดจะมีดอกถั่งเช่าแบบที่สกัดสารออกไปแล้วเหลือเป็นกากและนำมาขายในกิโลกรัมละไม่กี่ร้อยบาท ซึ่งแทบจะไม่มีค่าสารสำคัญเหลือเลยครับ ซึ่งมีวิธีสังเกตง่ายๆ ว่าสีจะออกน้ำตาลหม่นๆ และไม่มีกลิ่นหอมสมุนไพรครับ

 

ปัจจุบัน เราจะพบว่า ถั่งเช่าที่ได้รับความนิยมจะมีหน้าตาอยู่ 2 แบบ ก็คือ แบบที่เป็นตัวหนอน กับ แบบที่เป็นเส้นสีส้มทอง  เราสามารถทราบได้ทันทีว่าถ้าเป็นถั่งเช่าที่หน้าตาเป็นเส้นสีส้มทอง คือ เพาะปลูกในห้องแลบแบบปิดแน่ๆ แต่ แบบที่เป็นตัวหนอนเราจะไม่สามารถแยกออกได้ ว่าเป็นถั่งเช่าที่เก็บจากเทือกเขาตามธรรมชาติ หรือมาจากการฉีดสปอร์โดยมนุษย์กันแน่ เพราะหน้าตาเหมือนกัน แม้ว่าถั่งเช่าแบบที่เป็นตัวหนอนถูกเพาะปลูกโดยมนุษย์ก็ตาม ที่แย่ไปกว่านั้น มีการนำถั่งเช่าที่หน้าตาเหมือนหนอนนี้ไปขายโดยอ้างว่าเก็บมาจากเทือกเขาตามธรรมชาติ และยังขายในราคาแพงอีกด้วย

 

สำหรับในประเทศไทย ถั่งเช่ามิลิเทริส (Cordyceps Militeris) จะมีชื่อไทย ว่า ถั่งเช่าสีทอง โดยยึดจากหน้าตาของถั่งเช่าสีเป็นเส้นสีเหลืองทอง ส่วน  ถั่งเช่าพันธุ์ซินเนนซิส (Cordyceps Sinensis) จะเรียกว่าถังเช่าทิเบตบ้าง ถั่งเช่าภูฏาน บ้าง เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ และทำตลาดเสมือนว่า เป็นถั่งเช่ามาจากเทือกเขา  แต่แท้จริง ก็มาจากการเพาะปลูกเชิงอุตสาหกรรมเช่นกัน เพราะ หากใช้ถั่งเช่าตามเทือกเขาตามธรรมชาติ ที่มีกิโลกรัมละหลักล้าน จะไม่สามารถออกตลาดและขายในราคาที่ผู้คนทั่วไปสามารถซื้อทานในราคาเพียงหลักพัน ได้อย่างในปัจจุบัน ... แต่ไม่ว่าจะเป็นถั่งเช่าหน้าตาแบบไหน ก็มีต้นสายพันธุ์กำเนิดดั้งเดิมมาจาก สกุลถั่งเช่าพันธุ์ซินเนนซิส (Cordyceps Sinensis) ทั้งสิ้น โดยคุณภาพถั่งเช่าจะสูงหรือต่ำ จะขึ้นกับ อาหารเชื้อที่ใช้ สถานที่เพาะปลูก และความสามารถในการเพาะปลูกของแต่ละฟาร์มนั่นเองครับ

 

 

 

Visitors: 31,211